5 ลูกไม้ใต้ต้นของอดีตแข้งดัง

มองจากภาพรวมอาจด่วนสรุปได้ว่าแข้งดังๆ

มากพรสวรรค์ส่วนใหญ่มักไม่ค่อยมีลูกประสบความสำเร็จเท่าตัวเอง หลายคนจอด พังพาบอยู่กลางทางชนิดไม่ได้ครึ่งของพ่อ มีแค่ส่วนน้อยเท่านั้นค่อนข้างมีแววฉายแสงทาบรัศมีพ่อได้ แต่จะมีใครบ้างนั้นเราคัดมาให้ติดตามฝีเท้ากันอย่างใกล้ชิดแล้ว (แต่จะเอาไปเป็นไกด์ซื้อตัวใน Football Manager ก็ไม่ว่าหรอกนะ)

1 จิโอวานนี ซิเมโอเน่ (เจนัว)

อาจเทียบกันได้ยากเพราะ จิโอวานนี ซิเอโมเน่ เล่นตำแหน่งกองหน้า ในขณะที่ ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ พ่อของเขาเล่นตำแหน่งกองกลางตัวรับ แต่ถ้าว่ากันด้วยศักยภาพของฝีเท้าแบบรวมๆ แล้ว นับว่าไม่ด้อยไปกว่าพ่อเลยสักนิด แล้วด้วยอายุเพียง 21 ปีกับการลงเล่นในเซเรีย อา เป็นฤดูกาลแรกให้ เจนัว เขายิงไปแล้วทั้งหมด 11 ประตูจากการลงสนาม 21 นัด ถ้าในอนาคตพ่อซื้อลูกไปปั้นที่แอตเลติโก มาดริด คิดว่าจิโอวานนีคงยกระดับฝีเท้าไปได้ไกลมากขึ้นอีกหลายเท่าแน่ๆ

2 จัสติน ไคลเวิร์ต (อาแจ็กซ์)

จัสติน ไคล์เวิร์ต ลูกชายของ พาทริก ไคลเวิร์ต กองหน้าระดับตำนานทีมชาติฮอลแลนด์ เลือกเล่นตำแหน่งปีกขวา ต่างจากตำแหน่งของพ่ออยู่นิดหน่อย แต่ก็นับว่าเป็นนักเตะในแนวรุกเหมือนกัน ปัจจุบันเล่นอยู่กับ อาแจ็กซ์ ลงสนามไปแล้ว 9 นัดในปี 2017 และยิงได้ 1 ประตู ซึ่งถือว่าไม่เลวเลยทีเดียวสำหรับนักเตะวัย 17 ปีอย่างจัสติน

3 เอ็นโซ่ เฟอร์นันเดซ (เรอัล มาดริด เบ)

คงเป็นเรื่องยากในระดับเป็นไปไม่ได้เลยที่ เอ็นโซ่ เฟอร์นันเดซ กองกลางชาวฝรั่งเศสอขงเรอัล มาดริด เบ จะไล่ตาม ซีเนอดีน ซีดาน ตำนานระดับโลกผู้เป็นพ่อของเขาได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่มีดี เพราะถึงจะยังไม่มีโอกาสเล่นในทีมชุดใหญ่ของราชันย์ชุดขาว แต่ฝีเท้าของเขาก็ถูกยกระดับขึ้นมามากทีเดียว อีกทั้งอายุก็เพิ่ง 22 เท่านั้นน่าจะยังพัฒนาไปได้อีกพอสมควร

4 เอียนนิส ฮาจี (ฟิออเรนติน่า)

ถึง เอียนนิส ฮากี ตัวรุกดาวรุ่งลูกชายของ จอร์จี้ ฮาจี ตำนานทีมชาติโรมาเนีย จะไม่ค่อยได้รับโอกาสจากต้นสังกัดฟิออเรนติน่ามากนัก แต่ด้วยศักยภาพและความสามารถเฉพาะตัวของเขาแล้ว แถมอายุก็เพิ่งจะ 18 เท่านั้นเอง ก็ต้องยอมรับว่ามีสิทธิ์พัฒนาฝีเท้าไปได้ไกลมาก

5 ลูคา ซาโฮวิช (มาริบอร์)

ลูคา ซาโฮวิช กองหน้าวัย 21 ปีของมาริบอร์ ลูกชายของ ซลาตโก้ ซาโฮวิช อดีตตัวรุกทีมชาติสโลวีเนีย ตอนนี้ยังไม่ค่อยมีชื่อเสียงมากนัก แล้วที่ผ่านมายังใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการยืมตัวไปมา ผลงานเป็นรูปธรรมเลยยังไม่ค่อยชัดนัก แต่ถ้ามองจากฟอร์มล่าสุดที่กลับมายังสโมสรแจ้งเกิด ก็นับว่ายังมีอนาคตให้ลุ้นกันได้อีกยาวๆ ทีเดียว…

กุนซืออังกฤษผู้หาญกล้าดร็อปแข้งดัง

จากรูปเกมของทีมชาติอังกฤษกับลิทัวเนียเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

 ซึ่งไม่มี เวย์น รูนีย์ อยู่ในทีมชุดดังกล่าว อาจทำให้หลายคนเริ่มคิดจริงๆ จังๆ แล้วว่ากองหน้าค่าเหนื่อยแพงของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ฟอร์มช่วงหลังตกลงไปเยอะมาก อาจหมดอนาคตในทีมชาติยุคแกเร็ธ เซาธ์เก็ต แล้วก็ได้

แต่เอาเข้าจริงพอเห็นการกลับมาของ เจอร์เมน เดโฟ แล้วก็นับว่ากุนซือหนุ่มคนนี้ไม่ได้ปิดโอกาศรูนีย์สักเท่าไหร่ ถ้าเขาสามารถเรียกฟอร์มเก่งกับปีศาจแดงกลับมาได้อีกครั้ง ยังไงพื้นที่ในแดนหน้าของทัพสิงโตคำรามก็ยังเปิดกว้างให้เขาเสมอ จะว่าไป แกเร็ธ เซาธ์เก็ต กุนซือทีมชาติอังกฤษคนปัจจุบัน ก็ไม่ใช่ผู้จัดการทีมคนแรกที่กล้าตัดแข้งบิ๊กเนม ที่มีอิทธิพลต่อทีมสูงมากออกจากทัพทรีไลออน เพราะก่อนหน้าเขาก็มีมาแล้วและผลลัพท์ก็ต่างกันออกไป

หลังจาก สตีฟ แม็คคลาเรน เข้ามารับช่วงต่อจาก สเวน-โกรัน อีริกสัน ที่ประกาศวางมือเมื่อจบการแข่งขันฟุตบอลโลก 2006 เขาก็ตัดสินใจโละ เดวิด เบ็คแฮม ออกจากตำแหน่งกัปตันทีมและยกให้หน้าที่ดังกล่าวไปให้กับ จอห์น เทอร์รี่ พร้อมทั้งตัดอดีตกัปตันทีมออกจากทีมชาติ เพราะต้องการความเปลี่ยนแปลงภายในทีม ซึ่งผลงานก็ทำได้ดีแค่ 2 นัดก่อนจะฟอร์มย่ำแย่ลงเรื่อยๆ จนที่สุดแล้วเขาก็ตัดสินใจเรียกเบ็คแฮมกลับสู่ทีมชาติอีกครั้ง พร้อมกับชัยชนะ 4 จาก 6 นัด แต่ก็ยังไม่ดีพอต่อการพาทีมชาติอังกฤษเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายยูโร 2008 แน่นอนว่าเขาก็โดนปลดออกจากตำแหน่งในเวลาต่อมาไม่นาน

ก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลก 1998 จะเริ่มต้นขึ้น ทีมชาติอังกฤษต้องกังวัลเกี่ยวกับปัญหาความฟิตของ พอล แกสคอยน์ กองกลางตัวเก่งวัย 31 ปีในขณะนั้น อย่างหนัก จนทำให้สุดท้ายแล้ว เกลนน์ ฮอดเดิล กุนซือทัพทรีไลออนต้องตัดสินใจตัดเขาออกจากทีม จนกลายเป็นปัญหาใหญ่และทำให้กองกลางรายนี้ไม่ได้เกลับมาติดทีมชาติอีกเลย ซึ่งจะบอกว่าผิดพลาดก็คงไม่ใช่ทั้งหมด เพราะตัวตายตัวแทนของแกสซ่าอย่าง พอล สโคลส์ ก็ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม แต่จนแล้วจนรอดหลังจบทัวร์นาเมนต์ที่รอบ 16 ทีมสุดท้าย เขาก็โดนปลดออกจากตำแหน่งในปีถัดมา

หลังจากความผิดพลาดขนาดใหญ่ของ เดวิด ซีแมน ทั้งจากฟุตบอลโลก 2002 และรอบคัดเลือกฟุตบอลยูโร 2004 ได้ทำให้ สเวน-โกรัน อีริกสัน กุนซือทีมชาติอังกฤษในขณะนั้น ตัดสินใจตัดชื่อนายทวารรายนี้ออกจากทีม แล้วเลือกใช้บริการของ เดวิด เจมส์ แทน ซึ่งถือว่าเป็นการปิดฉากซีแมนกับทีมชาติเลยก็ว่าได้

ฟาบิโอ คาเปลโล เคยให้โอกาส ไมเคิล โอเว่น ติดทีมชาติในฐานะตัวสำรอง 1 นัด หลังจากเขากลับมาโชว์ฟอร์มได้ดีในสีเสื้อของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ก็แค่นั้นจริงๆ เพราะต่อให้เขาเล่นดีสักขนาดไหน คาเปลโล่ก็ไม่สนใจมากไปกว่าเดิม เพราะด้วยสภาพร่างกายที่ไม่สมบูรณ์จึงทำให้เขาหมดโอกาสไปโดยปริยาย…