ชาริล ชัปปุยส์ การติดกลุ่มชาติไทยครั้งนี้ เป็นผลลัพธ์ของการทำงานหนักของผม

ชาริล ชัปปุยส์: การติดทีมชาติไทยครั้งนี้ คือผลลัพธ์ของการทำงานหนักของผม

ชาริล ชัปปุยส์ กองกลางของ เอสซีจี เมืองทองฯ เปิดเผยว่า ตนเองตั้งตารอคอยที่จะร่วมงานกับ มิโลวาน ราเยวัช เฮดโค้ชกลุ่มชาติไทย ข้างหลังคัมแบ็คกลับมาติดกลุ่มชาติไทยอีกครั้ง

โดยเมื่อวันที่ 25 เดือนกันยายน 2560 มิโลวาน ราเยวัช กุนซือทีมชาติไทย ได้ประกาศ 24 รายชื่อนักฟุตบอลกลุ่มชาติไทย ชุดใหญ่ ที่จะลงฝึกซ้อมกับกลุ่มชาติภรรยานมา วันที่ ต.ค. แล้วก็เจอกับกลุ่มชาติเคนยา ในวันที่ เดือนตุลาคมนี้

ซึ่งมีชื่อของ ชาริล ชัปปุยส์ กองกลางจากชมรมเอสซีจี เมืองทองคำ ยูไนเต็ด ติดอยู่กลุ่มชุดดังที่กล่าวถึงมาแล้วด้วย ถือว่าเป็นการกลับมาติดทีมชาติไทยในรอบ 1924 ชั่วโมง โดยหนสุดท้ายที่มิดฟิลด์ลูกครึ่งไทยสวิตเซอร์แลนด์ ติดกองทัพ ช้างศึก เป็นเกมฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก รอบ นัดหมาย ที่ ไทย บุกไปแพ้ กลุ่มชาติประเทศญี่ปุ่น 0-4 เมื่อเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา

กองกลางสุดหล่อกลุ่มชาติไทย ได้บอกว่า ผมเองมิได้รู้จัก ไม่โลวาน ราเยวัชเป็นการส่วนตัว แม้กระนั้นการมีชื่อติดกลุ่มชาติคราวนี้ มันทำให้ผมเป็นสุขมากมายเนื่องจากนั่นนับว่าก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาผมทำผลงานเจริญ จนได้กลับมาติดกลุ่มชาติอีกรอบ แล้วก็มันทำให้ผมรู้สึกพึงใจมากมาย

ชัปปุยส์ กล่าวถัดไปว่า มันก็เกือบหกเดือนแล้วนะที่ผมไม่ได้ติดกลุ่มชาติไทย นับจากเกมกับ ประเทศญี่ปุ่น ผมรู้ดีว่านี่เป็นวิถีของฟุตบอล และก็มันก็เป็นปกติที่ผมจะรู้สึกซึมเซาบ้าง เพราะเหตุว่าการเล่นบอล จุดหมายใหญ่สุดของทุกคนน่าจะเป็นการได้ติดกลุ่มชาติชุดใหญ่

การย้ายมาเล่นกับ เมืองทองคำ ยูไนเต็ด ผมเองกำหนดจุดมุ่งหมายว่าผมจะได้กลับไปติดกลุ่มชาติอีกที ก่อนหน้าที่ผ่านมาผมอุตสาหะทำงานมาก และก็นี่เป็นผลแต่ว่ามันยังไม่จบเท่านั้นผมจำต้องสู้ถัดไป ผมสารภาพว่าผมเป็นสุขมากมายกับการกลับมาติดกลุ่มชาติไทยคราวนี้ หากว่ามันจะเป็นเพียงแค่เกมฝึกซ้อมก็ตาม

ผมต้องการแสดงให้เห็นว่าผมดีพอที่จะติดทีมชาติไทย และผมเชื่อถือว่าผู้ฝึกสอนจะเรียกศักยภาพที่ดีที่สุดของผมออกมาได้ ก้าวนี้บางครั้งอาจจะเป็นเพียงแค่ก้าวเล็กผมเองก็หวังลึกที่กำลังจะได้ลงสนามเป็นตัวจริง แล้วก็แสดงฝีเท้าออกมาให้แฟนบอลคนประเทศไทยมองเห็นอีกครั้ง

ผมไม่รู้ว่าทีมชาติไทยเมื่อหกเดือนก่อนกับตอนนี้แตกต่างอย่างไร กลุ่มชาติอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีความเคลื่อนไหวครูฝึกรวมทั้งทีมงาน ผมเอง

สิงห์สะดุ้ง!ปารีสล็อกเป้าสอยก็องเต้ซัมเมอร์นี้

สิงห์สะดุ้ง!ปารีสล็อกเป้าสอยก็องเต้ซัมเมอร์นี้

กรุงปารีส แซงต์-แชร์แมง วาง เอ็นโกโล่ ก็องเต้ กองกลางตัวเก่ง เชลซี เป็นจุดหมายแรกสำหรับการคว้าตัวตอนซัมเมอร์นี้ ข้างหลังยอดกลุ่มที่ประเทศฝรั่งเศสกำลังมองหาตัวแทนในระยะยาวของ ตำหนิอาโก้ ม็อตต้า มิดฟิลด์รุ่นเก๋า
เป
แอสเช ได้เล็งนักฟุตบอลเอาไว้หลายรายเพื่อเข้ามาเป็นผู้แทนในระยะยาวของ ว่ากล่าวอาโก้ ม็อตต้า กองกลางตัวเก๋า รวมทั้ง ก็องเต้ ก็ถือได้ว่าตัวเลือกชั้น ของกลุ่มโดยแข้งวัย 26 ปี โชว์ฟอร์มให้กับ เชลซี ได้ดีเยี่ยมมาตลอด นับจากย้ายมาจาก เลสเตอร์ ซิตี้ ด้วยค่าตอบแทน 30 ล้านปอนด์ (1,350 ล้านบาทเมื่อ 18 เดือนที่แล้ว 

ก็องเต้ เปลี่ยนเป็นนักฟุตบอลคนแรกที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ปีต่อเนื่องกันกับ 2สมาคม รวมทั้งเขาก็ยังคงวิวัฒนาการเล่นของตัวเองขึ้นเรื่อยๆภายใต้การควบคุมกลุ่มของ อันโตนิโอ คอนเต้ ผู้จัดการกลุ่มที่ถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ 

แต่ด้วยอนาคตที่ไม่แน่นอนของกุนซือชาวอิตาลี ที่กลายเป็นข่าวสารว่าบางทีอาจล่ำลา เชลซี ในตอนจบฤดูกาลนี้ ทำให้ ก็องเต้ มีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจย้ายออกไปพบประสบการณ์ใหม่ ถ้าเกิดมีข้อเสนอขอซื้อตัวเข้ามาจริงๆ

อย่างซึ้ง! “เป๊ป” บอก “ซิลบา” ไม่ต้องรีบกลับมา-ชี้เรื่องครอบครัวสำคัญที่สุด

เป๊ป วาร์ดิโอลา ผู้จัดการกลุ่มแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ออกมาเผยด้วยตัวเองแล้วว่า ตนจะไม่รีบให้ ดาบิด สิลบา กลับมาช่วยกลุ่มเด็ดขาด ตราบเท่าที่ปัญหาที่เกิดขึ้นทางครอบครัวยังผิดจัดแจงให้เป็นระเบียบได้ด้วยดี

โดยมิดฟิลด์ชาวประเทศสเปนนั้นมิได้ลงเล่นให้กับกลุ่มมาเมื่อวันที่ 23 ธ.ค.ปีกลาย เพราะเหตุว่าจำต้องเดินทางกลับไปยังประเทศสเปนเพื่อดูแลเมียแล้วก็ลูกชายที่คลอดก่อนกำหนด จนถึงกลุ่มหมอจำต้องช่วยเหลือเจือจานกันอย่างเต็มเปี่ยมเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงขึ้น

แล้วก็จนกระทั่งวันนี้เหตุการณ์ก็ยังมิได้มากมายสักเท่าไหร่นัก แม้กระนั้น เป๊ป กลับไม่สนใจว่ากลุ่มจะเป็นยังไง พร้อมรับรองกับ สิลบา ว่าครอบครัวของนายจำเป็นต้องมาก่อนผลของการแข่งขันเสมอ

อย่างที่ผมได้กล่าวกับสิลบาไปแล้วว่า ครอบครัวเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด ซ่ึ่งคุณก็ได้มองเห็นแล้วว่า ดาบิด เองก็เป็นคนสำคัญกับสมาพันธ์แค่ไหน แม้กระนั้นถึงจะไม่รู้เรื่องว่าเขากลับมาได้เมื่อ ผมก็ต้องการให้เจ้าตัวเลือกอยู่ประเทศสเปน เพื่อดูแลลูกชายมากยิ่งกว่าอยู่ดีเป๊ป กล่าว

ผมให้สิทธิ์เขาเดินทางกลับไปอยู่บ้านได้ตามที่ใจต้องการ และก็ต้องการกลับมาเมื่อไรก็ได้ ไม่บังคับกันเลย เนื่องจากครอบครัวของเขาเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด

คล็อปป์ ไม่พอใจ วู้ดเบิร์น หลังทำไร ไม่ปรึกษากันก่อน

 

เป็นที่กล่าวถึงมากๆในช่วงนี้ สำหรับเด็กหนุ่มไฟแรง นักบอลสังกัด หงส์แดง ลิเวอร์พูล อย่าง เบน วู้ดเบิร์น  ซึ่งหากเราย้อนมาดูอดีตเขาสักนิดจะรู้ว่า วู้ดเบิร์น สร้างชื่อขึ้นมาจากการได้ลงเล่นในอีเอฟแอลคัพ ฤดูกาล 2016–17 หรือลีกคัพ รอบก่อนรองชนะเลิศ ในฐานะตัวสำรองที่เปลี่ยนลงมาแทนที่เควิน สจวร์ต ในนาทีที่ 67 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ค.ศ. 2016 ด้วยการพบกับลีดส์ยูไนเต็ด ที่สนามแอนฟีลด์ โดยวู้ดเบิร์นเป็นผู้ยิงประตูให้กับสโมสรได้ในนาทีที่ 81 นับเป็นประตูที่ 2 ในการแข่งขันครั้งนี้ ทำให้ลิเวอร์พูลเอาชนะไปได้ 2-0 ประตู และทำสถิติใหม่คือ เป็นผู้เล่นของลิเวอร์พูลชุดใหญ่ที่ทำประตูได้ด้วยอายุที่น้อยที่สุด คือ 17 ปี 45 วัน ทำลายสถิติเดิมที่เป็นของไมเคิล โอเวน ที่ทำไว้ด้วยอายุ 17 ปี 143 วัน โดยหลังการแข่งขันบรรดาผู้สนับสนุนลิเวอร์พูลต่างยกย่องวู้ดเบิร์นให้เป็น ซีดานคนใหม่”

ล่าสุด เจอร์เก้น คล็อปป์ ยอดเทรนเนอร์ชาวเยอรมันทีม “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ทีมดังจากศึกพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ออกอาการไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นักเมื่อได้รู้ข่าวว่า เบน วู้ดเบิร์น มิดฟิลด์อนาคตไกลถูก คริส โคลแมน กุนซือทีมชาติเวลส์ เรียกตัวให้ไปรับใช้นามทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรกด้วยวัยเพียงแค่ 17 ปีเท่านั้น งานนี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ ไม่พอใจเนื่องจากว่าทำอะไรไม่ปรึกษากันก่อน โดย เจอร์เก้น คล็อปป์ ได้ออกมากล่าวหลังทราบข่าวนี้ว่า “ผมค่อนข้างจะตกใจเมื่อผมได้รับรู้ข่าวนี้ เนื่องจาก โคลแมน ไม่เคยร่วมงานกับเขา(วู้ดเบิร์น) มาก่อนดังนั้นมันคุ้มที่จะเสี่ยงเรียกเขาติดธงชาติเหรอ? สำหรับผมแล้วผมไม่มั่นใจในเรื่องนี้เลย ตอนนี้เขาอายุเพียงแค่ 17 ปีเท่านั้นถ้าเกิดเขาได้รับบาดขั้นเจ็บรุนแรงขึ้นมาพวกคุณรับผิดชอบในเรื่องนี้ไหวไหม? ผมไม่ได้จะกั๊กตัวเขาเอาไว้แต่รอให้ถึงเวลาที่เหมาะสมกว่านี้ไหมค่อยเรียกเขาติดทีมชาติอีกที”

“ตอนนี้สถานการณ์ของ วู้ดเบิร์น ก็เหมือนกับของผมนั่นแหละก็คือต้องการเวลาและโอกาสในการเรียนรู้และแก้ไขสิ่งต่างๆ ตราบใดที่มิดฟิลด์พุ่งแรงคนนี้มุ่งมั่นและพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลาผมเชื่อว่าทุกๆอย่างก็จะออกมาดีเองแหละ เอาจริงๆแล้ว โคลแมน ควรเรียกผมติดทีมชาติแทนน่ะไม่ใช้ไปเรียกไอเด็กหนุ่มวัย 17 ปีที่ไหนไม่รู้มาติดทีมชาติชุดใหญ่” คล็อปป์ กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ทีมชาติเวลส์ ของ วู้ดเบิร์น จะมีคิวลงเตะฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกโซนยุโรปในการบุกเมืองดับลินพบกับทีมชาติไอร์แลนด์ ในคืนวันศุกร์ที่ 24 มีนาคมนี้ ต้องรอลุ้นว่าเจ้าหนูวันเดอร์คิดรายนี้จะไดรับโอกาสลงสนามหรือไม่

 …

แบร์นาโด้ ซิลวา นักเตะชั้นยอดของโมนาโก

 

ซิลวา คือหนึ่งในผลผลิตจากอคาเดมี่ของ เบนฟิก้า แม้เขาจะได้ลงเล่นให้ เหยี่ยวลิสบอนชุดใหญ่ ได้เพียง 3 เกมเท่านั้นก่อนที่ ยาร์ดิม จะลักพาตัวเขามาอยู่กับ โมนาโก ด้วยการยืมตัวพร้อมออพชั่นซื้อขาด 15.75 ล้านยูโร ในอีก 18 เดือนต่อมาด้วยสัญญาจนถึงปี 2019 ชื่อเต็มๆของเขาคือ เเบร์นาร์โด้ โมต้า ไวก้า เด คาร์วัลโญ่ เอ ซิลวา นั่นทำให้บางครั้งชื่อของเขาอาจถูกสะกดผิดไปบ้างตามสไตล์นักเตะที่มีชื่อเป็นภาษาลาติน

เพลย์เมคเกอร์ชาวโปรตุกีสที่เป็นหัวใจสร้างสรรค์เกมให้จ่าฝูงลีกเอิง และได้รับการจับตามองจากหลายสโมสรยักษ์ใหญ่ในยุโรป ไม่ต้องใช้เวลานานนักกว่าที่ท็อตแนมจะรู้ว่าพวกเขาทำผิดพลาดแบบถึงตาย เพียง 15 นาที ในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ที่พวกเขาพบโมนาโก เบร์นาโด้ ซิลวา ก็แผลงฤทธิ์ด้วยการใช้เท้าซ้ายข้างถนัดหลอกล่อ ยาน เฟร์ตองเก้น ก่อนจะยิงผ่านมืออูโก โยริส เสียบตาข่าย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นก่อนพาทีมจากลีกเอิงทะลุถึงรอบรองชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ประตูดังกล่าวไม่เพียงทำให้การทำการบ้านก่อนเกมของเจ้าถิ่นถูกตั้งคำถามเท่านั้น แต่ยังตอกย้ำให้เห็นว่ามิดฟิลด์ทางกราบขวารายนี้มีพัฒนาขึ้นกว่าเมื่อฤดูกาลก่อนมากมายเพียงใด จากดาวรุ่งที่ได้รับการจับตามอง ทุกวันนี้เขาคือหนึ่งในนักเตะที่ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมที่สุดในลีกเอิงตลอดฤดูกาล 2016-17 แน่นอนว่า เขาถูกมองข้ามในงานประกาศผลรางวัลนักเตะยอดเยี่ยม เมื่อเอดินสัน คาวานี ของเปแอสเช เป็นกองหน้าที่ทำประตูได้เป็นกอบเป็นกำกว่า แต่สำหรับหลายๆ คน มิดฟิลด์วัย 22 ปีเป็นนักเตะที่เหมาะสมสำหรับรางวัลนี้

เบร์นาร์โด้ ซิลวา ไม่ติดหนึ่งในขุนพลทีมชาติโปรตุเกสที่ได้แชมป์ยูโร 2016 แต่นั่นอาจเป็นผลดีต่อตัวเขาในระยะยาว เมื่อเจ้าตัวกลับมาได้อย่างแข็งแกร่งในฤดูกาลนี้ และเป็นผู้นำพาทีมโมนาโกครองจ่าฝูงของลีกเอิง และใกล้จะคว้าแชมป์เข้าไปทุกที นับตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับโมนาโกเมื่อซัมเมอร์ปี 2014 เริ่มต้นจากการเป็นนักเตะสัญญายืมตัว ก่อนจะถูกซื้อขาดด้วยค่าตัว 15 ล้านยูโร ซิลวาเป็นนักเตะที่มีความเป็นศิลปินมากกว่าอย่างอื่น ทักษะการเลี้ยงบอลด้วยเท้าซ้ายของเขาได้รับการยอมรับมาโดยตลอด แต่ก่อนหน้านี้เขามักจะขาดประสิทธิภาพในพื้นที่สุดท้าย

อย่างไรก็ดี ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว และเปลี่ยนไปอย่างก้าวกระโดดอีกด้วย จาก 8 ประตู กับ 11 แอสซิสต์ ในฤดูกาลนี้ เขาได้รับการยอมรับให้เป็นตัวอันตรายคนหนึ่งที่ไม่มีทีมใดกล้ามองข้ามเหมือนอย่างที่สเปอร์สเคยทำเมื่อเดือนกันยายน ซึ่งพวกเขาประมาทความสามารถในการทำประตูของซิลวามากเกินไป…

อาหารต้องห้าม ! กุนซือ EPL ห้ามลูกทีมกิน

 

อาหารแสนจะธรรมดาอย่าง แฮมเบอร์เกอร์, พิซซ่า, ซอสมะเขือเทศ หรือแม้แต่ ไข่ ที่อุดมไปด้วยประโยชน์จากโปรตีน ทั้งหมดเป็นของกินที่คนทั่วไปบริโภค ยกเว้นถ้าคุณเป็นนักฟุตบอลอาชีพที่เล่นให้สโมสรดังจะกล่าวต่อไปนี้ ที่เทรนเนอร์ในศึกพรีเมียร์ลีกแต่ละคนตั้งกฎระเบียบเกี่ยวกับการเลือกบริโภคอาหารอย่างชัดเจน โดยสั่งห้ามกินแบบเด็ดขาด

  1. เป๊ป กวาร์ดิโอล่า (แมนเชสเตอร์ ซิตี้) อาหารต้องห้าม : พิซซ่า ขึ้นชื่อว่าเป็นจังก์ฟู๊ดสัญชาติอิตาลี เราต่างทราบกันดีถึงส่วนประกอบหลักของอาหารชนิดนี้ที่หนักไปที่คาร์โบไฮเดรตจากแป้ง ซึ่งส่งผลเสียน้ำหนักตัวที่อาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ยอดกุนซือชาวสแปนิชของทีม “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไม่ต้องการให้ลูกทีมของตนมีน้ำหนักที่มากเกินไป จึงออกมาตรการเป็นคำสั่งแบน “พิซซ่า” ออกจากเมนูอาหารของทีมเสียเลย เพื่อดูแลโภชนาการของนักเตะทุกคนตามแนวทางที่ถูกต้อง เน้นให้ได้รับประโยชน์จากบริโภคอย่างดีที่สุด
  2. เคลาดิโอ รานิเอรี่ (เลสเตอร์ ซิตี้) อาหารต้องห้าม : เบอร์เกอร์ไก่ กลายเป็นอดีตไปแล้วสำหรับกุนซือเจ้าของฉายา “ทิงเกอร์แมน” เคลาดิโอ รานิเอรี่ ผู้พาทัพ “จิ้งจอกสยาม” เลสเตอร์ ซิตี้ ช็อคโลกซิวแชมป์พรีเมียร์ลีกไปครองเมื่อซีซั่นก่อน หลังจากกระเด็นตกเก้าอี้เซ่นผลงานย่ำแย่ไปเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หากย้อนกลับไปดูความสำเร็จฤดูกาลที่แล้ว เบอร์เกอร์ไก่อาจไม่ใช่เคล็ดลับสู่ความยิ่งใหญ่ เพราะบรรดาผู้เล่นในทีมต่างได้กินอาหารชนิดนี้อย่างเอร็ดอร่อยหลังจบเกมเป็นเรื่องปกติ แต่ก่อนที่นายใหญ่ชาวอิตาเลี่ยนจะชะตาขาดถูกปลดพ้นตำแหน่งนั้น เจ้าตัวได้สั่งแบนเอร์เกอร์ไก่ของชอบของลูกทีม และเปลี่ยนมาเป็นเมนูประจำบ้านเกิดของตนเองอย่าง “พาสต้า” แทน ซึ่งก็ไม่แน่ใจถึงเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น หรือต้นเหตุที่ทีมฟอร์มตกต่ำจนต้องหนีตกชั้นอาจมาจากรสชาติ “พาสต้า” ถูกปากโค้ชแต่ไม่โดนใจนักเตะก็เป็นได้
  3. เดวิด มอยส์ (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) อาหารต้องห้าม : เฟร้นช์ฟราย ตอนที่กุนซือชาวสก็อตติช เดวิด มอยส์ ย้ายจาก “ท็อฟฟี่สีน้ำเงิน” เอฟเวอร์ตัน มาคุมทัพ “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (ซีซั่น 2013-14 ) เขาสั่งเปลี่ยนพฤติกรรมการกินของลูกทีมด้วยการห้ามทาน “เฟร้นช์ฟราย” แต่นั่นก็ไม่ช่วยให้เกิดประโยชน์ในภาพรวม เพราะผลงานของยักษ์ใหญ่แห่งแมนเชสเตอร์ก็ไม่ได้ดีตามไปด้วย จนสุดท้าย มอยส์ ก็ถูกปลดจากตำแหน่งในเวลาอันรวดเร็ว

 

  1. อาร์แซน เวนเกอร์ (อาร์เซน่อล) อาหารต้องห้าม : ช็อคโกแลตแท่ง ทีมที่อุดมไปด้วยนักเตะพลังหนุ่มอย่าง “ปืนใหญ่” อาร์เซน่อล ย่อมชอบกินขนมขบเคี้ยวและของหวานเป็นปกติ นับตั้งแต่กุนซือเฟร้นช์แมน อาร์แซน เวนเกอร์ เข้ามาคุมทีมเมื่อปี 1995 เขาได้นำสิ่งใหม่ๆเข้ามาในทีมด้วย ที่โดดเด่นคือการห้ามนักเตะดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ รวมไปถึงการห้ามกินช็อคโกแลตแท่งอีกด้วย
  2. 5. เจอร์เก้น คล็อปป์ (ลิเวอร์พูล) อาหารต้องห้าม : ไข่ อย่างที่เราๆทราบกัน ไข่ คืออาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ในมุมมองของกุนซือไฟแรงชาวเยอรมันของ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล นามว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ ไม่คิดเช่นนั้น เพราะเขาลงทุนจ้างนักโภชนาการมาบริหารจัดการพฤติกรรมการกินของลูกทีม โดยสั่งห้ามนักเตะทุกคนห้ามกินไข่ก่อนแมตช์แข่งขัน เพราะจะทำให้นักเตะมีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร ซึ่งก็ดูดีมีเหตุผลทางวิชาการอย่างมากเลยทีเดียว

 …

คล็อปป์ ไม่พอใจ วู้ดเบิร์น หลังทำไร ไม่ปรึกษากันก่อน

 

เป็นที่กล่าวถึงมากๆในช่วงนี้ สำหรับเด็กหนุ่มไฟแรง นักบอลสังกัด หงส์แดง ลิเวอร์พูล อย่าง เบน วู้ดเบิร์น  ซึ่งหากเราย้อนมาดูอดีตเขาสักนิดจะรู้ว่า วู้ดเบิร์น สร้างชื่อขึ้นมาจากการได้ลงเล่นในอีเอฟแอลคัพ ฤดูกาล 2016–17 หรือลีกคัพ รอบก่อนรองชนะเลิศ ในฐานะตัวสำรองที่เปลี่ยนลงมาแทนที่เควิน สจวร์ต ในนาทีที่ 67 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ค.ศ. 2016 ด้วยการพบกับลีดส์ยูไนเต็ด ที่สนามแอนฟีลด์ โดยวู้ดเบิร์นเป็นผู้ยิงประตูให้กับสโมสรได้ในนาทีที่ 81 นับเป็นประตูที่ 2 ในการแข่งขันครั้งนี้ ทำให้ลิเวอร์พูลเอาชนะไปได้ 2-0 ประตู และทำสถิติใหม่คือ เป็นผู้เล่นของลิเวอร์พูลชุดใหญ่ที่ทำประตูได้ด้วยอายุที่น้อยที่สุด คือ 17 ปี 45 วัน ทำลายสถิติเดิมที่เป็นของไมเคิล โอเวน ที่ทำไว้ด้วยอายุ 17 ปี 143 วัน โดยหลังการแข่งขันบรรดาผู้สนับสนุนลิเวอร์พูลต่างยกย่องวู้ดเบิร์นให้เป็น ซีดานคนใหม่”

ล่าสุด เจอร์เก้น คล็อปป์ ยอดเทรนเนอร์ชาวเยอรมันทีม “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ทีมดังจากศึกพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ออกอาการไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นักเมื่อได้รู้ข่าวว่า เบน วู้ดเบิร์น มิดฟิลด์อนาคตไกลถูก คริส โคลแมน กุนซือทีมชาติเวลส์ เรียกตัวให้ไปรับใช้นามทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรกด้วยวัยเพียงแค่ 17 ปีเท่านั้น งานนี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ ไม่พอใจเนื่องจากว่าทำอะไรไม่ปรึกษากันก่อน โดย เจอร์เก้น คล็อปป์ ได้ออกมากล่าวหลังทราบข่าวนี้ว่า “ผมค่อนข้างจะตกใจเมื่อผมได้รับรู้ข่าวนี้ เนื่องจาก โคลแมน ไม่เคยร่วมงานกับเขา(วู้ดเบิร์น) มาก่อนดังนั้นมันคุ้มที่จะเสี่ยงเรียกเขาติดธงชาติเหรอ? สำหรับผมแล้วผมไม่มั่นใจในเรื่องนี้เลย ตอนนี้เขาอายุเพียงแค่ 17 ปีเท่านั้นถ้าเกิดเขาได้รับบาดขั้นเจ็บรุนแรงขึ้นมาพวกคุณรับผิดชอบในเรื่องนี้ไหวไหม? ผมไม่ได้จะกั๊กตัวเขาเอาไว้แต่รอให้ถึงเวลาที่เหมาะสมกว่านี้ไหมค่อยเรียกเขาติดทีมชาติอีกที”

“ตอนนี้สถานการณ์ของ วู้ดเบิร์น ก็เหมือนกับของผมนั่นแหละก็คือต้องการเวลาและโอกาสในการเรียนรู้และแก้ไขสิ่งต่างๆ ตราบใดที่มิดฟิลด์พุ่งแรงคนนี้มุ่งมั่นและพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลาผมเชื่อว่าทุกๆอย่างก็จะออกมาดีเองแหละ เอาจริงๆแล้ว โคลแมน ควรเรียกผมติดทีมชาติแทนน่ะไม่ใช้ไปเรียกไอเด็กหนุ่มวัย 17 ปีที่ไหนไม่รู้มาติดทีมชาติชุดใหญ่” คล็อปป์ กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ทีมชาติเวลส์ ของ วู้ดเบิร์น จะมีคิวลงเตะฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกโซนยุโรปในการบุกเมืองดับลินพบกับทีมชาติไอร์แลนด์ ในคืนวันศุกร์ที่ 24 มีนาคมนี้ ต้องรอลุ้นว่าเจ้าหนูวันเดอร์คิดรายนี้จะไดรับโอกาสลงสนามหรือไม่

 …

จากสตูล สู่เชียงราย เพราะสิ่งที่รักคือฟุตบอล

 

วลีเด็ดจากบังดอน เราควรทำในสิ่งที่เรารักให้ดี เพราะถ้าในวันที่เราไม่ได้ทำมัน เราจะได้ไม่เสียใจ “บังดอน” ขึ้นชื่อนำหน้าว่า “บัง” คงทราบภูมิลำเนาอย่างแน่นอน ผู้มาจากดินแดนด้ามขวานทองของสยามประเทศ ในวงการฟุตบอลไทยเด็กหนุ่มจากภาตใต้ แจ้งเกิดได้หลายคน และ “บังดอน” เป็นอีกหนึ่งหนุ่ม จาก ท่าแพ จังหวัดสตูล  ที่มีนามเต็มๆว่า “ซากีรีน ตีกาสม”

“บังดอน” เริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่ ป.4 จนถึง ม.2 ได้มาเรียนที่ โรงเรียนบ้านสาคร จ.สตูล นั่นคือการทำความรู้จักลูกหนัง จากนั้นหันเหเอาดีทางด้านกีฬา โดยได้ไปศึกษาต่อที่ รร.กีฬา ยะลา ถึง 6 ปี และได้โควต้านักกีฬา มาเรียนระดับอุดมศึกษา ที่จังหวัดเชียงใหม่ กับ ม.นอร์ท เชียงใหม่ โค้ชคนแรก คือ ครู ไซนุดี มัสตัน ครูตอนประถม“บังดอน” กล่าวถึงสมัยเด็กๆ ว่า “ตอนผมเรียนประถมผมเล่นตำแหน่งปีกครับ ต่อมามัธยมเล่นกองหลังกับกองหน้า” นี่เป็นคำบอกเล่าสมัยยังละอ่อน

การเริ่มเล่นอาชีพอย่างจริงจังของ “บังดอน” เริ่มจากปี 2009 กับ สตูล ยูไนเต็ด (ดิวิชั่น2) ปี 2010 เชียงใหม่ เอฟซี (ดิวิชั่น2)  ได้แชมป์ภาคกับสโมสร และได้เลื่อนชั้นไปเล่นดิวิชั่น 1 ปี 2011 ย้ายไปลำพูน วอริเออร์ (ดิวิชั่น2) ซึ่งพาทีมเข้าชปล.ได้เช่นกัน ปีถัดมา 2012 เชียงใหม่ เอฟซี (ดิวิชั่น2) และ ปัตตานี เอฟซี (ดิวิชั่น 2) และได้เล่นชปล.อีกครั้ง  ต่อมาปี 2013-14 มีโอกาสโลดแล่นบนลีกสูงสุดเป็นคร้ังแรกในชีวิต ปี 2015 กลับมารับใช้เชียงใหม่ เอฟซี อีกครั้ง ในลีกดิวิชั่น 1 และล่าสุด 2016 ได้เล่นไทยลีกอีกครั้งกับ เชียงราย ยูไนเต็ด แต่การเล่นอาชีพจริงจัง “บังดอน” เล่นในตำแหน่ง แบ็กขวา แล้วก็เล่นมาจนถึงทุกวันนี้

“ฟุตบอลไทยสมัยใหม่ ต้องคิดเร็วทำเร็วครับ ไม่ง่ายนะครับ เพราะทุกคนมีความสามารถ สำหรับในตำแหน่งแบ็กขวา ผมว่าสไตล์การเล่นต้องเหมือนปีก รับได้ก็ต้องรุกได้ อีกอย่าง การเจอกองหน้าที่มีดีกรี เหนื่อยหน่อยครับ เราต้องอ่านเกมอย่างมาก การอ่านเกมสำคัญครับ”

“เมื่อเสียบอล ต้องรีบแย่งกลับมาให้ได้ และกลับตำแหน่งให้เร็ว อย่างทีมบุรีรัมย์ เขาขยับตัวกันเยอะมาก เราต้องเจอเขาหลายรอบในเกมเดียวกัน ซึ่งเป็นอะไรที่ยาก เล่นด้วยยาก ถือว่างานหนัก”

“บังดอน” ตั้งเป้าการเล่นระดับอาชีพถึงเลข 3x กลางๆ โดยมีการดูแลตัวเองอย่างมืออาชีพ ซึ่งหากสมัยนี้การดูแลตัวเอง เป็นสิ่งสำคัญ รวมไปถึงวิทยาศาสตร์การกีฬาที่ทุกทีมไทยลีกต้องใช้แน่นอน

สุดท้าย “บังดอน” ได้ให้คำแนะนำแก่นักเตะรุ่นน้องทุกคน“อยากให้น้องทุกคนสู้ๆ ครับ เพราะความสำเร็จมันไม่ได้มาง่ายๆนะครับ ถ้าเราไม่พยายามทำมัน และสิ่งสำคัญเราควรทำให้เต็มที่ในหน้าที่ของตัวเอง”

 

 

 

 …

จากแฟรงก์เฟิร์ตสู่แอนฟิลด์

 

การปรับปรุงพัฒนาการเล่นจากระดับเยาวชนสู่ทีมชุดใหญ่

“ไม่มีทางที่เขาจะสามารถเล่นที่นี่ได้ – เขาดีเกินไปสำหรับเรา” ชานพบว่าการเล่นฟุตบอลนั้นง่ายดาย คำพูดข้างต้น เป็นสิ่งที่แม่และพ่อของเขาเป็นผู้กล่าวกับเขา ซึ่งมาจากผู้จัดการทีมคนแรกที่จับตาดูเอ็มเรลงเล่นกับนักเตะในวัยเดียวกัน และแม้ว่าจะมีความเป็นได้ที่เกิดจากอคติของความเป็นพ่อแม่ในการเล่าเรื่องที่ผ่านมาหลายต่อหลายปีแล้ว แต่พรสวรรค์ก็ยังปรากฎให้เห็นได้อย่างชัดเจน “ผู้คนมากมายตระหนักถึง” เขาจำได้ ด้วยความถ่อมตัว “และแล้ว ผมก็ได้เล่นหกปีแรกกับนักเตะที่อายุมากกว่าผมหนึ่งปีเสมอ”

แฟรงก์เฟิร์ตมองเห็นศักยภาพนั้น และสามฤดูกาลกับพวกเขานำไปสู่การย้ายทีมไปยังสโมสรยักษ์ใหญ่ของประเทศอย่างบาเยิร์น ในปี 2009 ภายในหนึ่งทศวรรษที่เดินผ่านประตูสโมสร SV Blau-Gelb ชานได้ถูกบรรจุชื่อลงบนหนังสือของทีมที่อาจจะไปถึงนัดชิงชนะเลิศแชมเปียนส์ลีก ในสามจากสี่ครั้งถัดมา แต่ทว่า… อย่างที่วีถีทางของชีวิตเป็น อุปสรรคก็ปรากฏขึ้นในทันทีทันใด “ช่วงเวลาที่ยากที่สุดสำหรับผม คือ ตอนที่ผมย้ายขึ้นมาจากทีมเยาวชนสู่ทีมสำรองที่บาเยิร์น มิวนิก หนึ่งปีนั้น ผมจำได้ดีว่ามันยากมากๆ มันเป็นก้าวใหญ่ที่เปลี่ยนจากฟุตบอลระดับเด็กๆ สู่ฟุตบอลระดับผู้ใหญ่” “ตอนผมเป็นเด็ก ผมจำได้ว่าผมจับบอล และเลี้ยงผ่านไปได้ 4 หรือ 5 คน แต่เมื่อผมโตขึ้น ผมไม่สามารถทำเช่นนั้นได้อีก ผมต้องตะหนักถึงสิ่งนั้น ที่ผมต้องผ่านบอลมากขึ้น ที่ผมต้องเล่นฟุตบอลให้ฉลาดขึ้น และที่ผมต้องเรียนรู้สิ่งต่างๆมากมาย” “แต่ผมก็ทำมันได้ดีหลังผ่านไปหนึ่งปี มันเป็นปีที่ผมได้เรียนรู้มากมาย มันเป็นก้าวสำคัญสำหรับผม และผมรู้ว่าผมต้องดิ้นรนในปีนั้น แต่ผมคิดว่าผมรับมือกับมันได้ดีนะ” ประสบการณ์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทเรียนเกี่ยวกับความแข็งแกร่งทางจิตใจที่ได้สอนชาน พิสูจน์ให้เห็นว่ามีประโยชน์ในอนาคตอย่างสมบูรณ์ในที่สุด ฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยม ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นฟอร์มที่ดีที่สุดให้กับลิเวอร์พูล ในช่วงเดือนท้ายๆ ของฤดูกาล 2015-16 นั้นเกิดขึ้นมาจากการที่นักเตะทีมชาติเยอรมนี เล่นฟุตบอลด้วยพละกำลังระดับสูง, กดดันอย่างรวดเร็ว ในระบบของเจอร์เก้น คล็อปป์ เพื่อร่วมชาติและผู้จัดการทีม

ความมั่นใจในตัวเองที่สูงขึ้น เห็นได้อย่างชัดเจนในทุกครั้งที่เอ็มเรได้บอล และเขาคือส่วนหนึ่งในเกมสุดดราม่า ในค่ำคืนสุดอลหม่านในเดือนเมษายน ที่ลิเวอร์พูลกลับมาจากจากตามหลังโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ 3-1 ในรอบก่อนรองชนะเลิศของฟุตบอลยูโรปา ลีก ที่ยากจะลืมเลือน

 

การประสบปัญหาเอ็นข้อเท้าฉีกในค่ำคืนนั้นส่งผลให้เขาไม่ได้ลงเล่นจนถึงเกมนัดที่สองของรอบรองชนะเลิศกับบียาร์ เรอัล เมื่อชานสลัดอาการบาดเจ็บ ขณะที่ทีมของคล็อปป์คว้าตั๋วนัดชิงชนะเลิศที่บาเซิลซึ่งพวกเขาพ่ายแพ้อย่างน่าผิดหวัง แต่การกลับมาอย่างล่าช้าในการฝึกซ้อม ช่วงปรีซีซั่น เมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว เพราะต้องมีส่วนร่วมกับรายการยูโร 2016 กับทีมชาติเยอรมนี นั่นหมายถึงเขาเริ่มต้นการแข่งขันบนม้านั่งสำรอง การปะทะที่ไม่ได้น่ากลัวอะไรที่เบอร์ตัน อัลเบียน ในเดือนสิงหาคม มีส่วนทำให้เป็นเช่นนั้น การหายหน้าไปสี่สัปดาห์นั่นหมายถึงการลงตัวจริงแค่ 4 เกม ก่อนถึงเดือนพฤศจิกายน และหมายความว่า โดยส่วนตัว เขาต้องการเวลาที่จะค้นหาฟอร์มการเล่นของเขา…

3 เหตุผลที่อาแจ็กซ์จะคว้าแชมป์ยูโรปาลีก

จากการฟันฝ่าศึกกันมานาน ก็ได้คู่ชิงที่สมน้ำสมเนื้อ ของคู่ชิงถ้วยรอง

 เจ้าแห่งยุโรป “ยูโรปาลีก” โดยจะเป็นการพบกันระหว่างทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมยักษ์ใหญ่แห่งเกาะอังกฤษ จะชิงแชมป์กับ

อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ทีมดังของฮอลแลนด์ โดยจะแข่งขันกันใน วันพุธที่ 24 พฤษภาคม ที่จะถึงนี้ สนาม เฟรนด์ส อารีน่า กรุงสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์ “นิวส์วีก” ชื่อว่า เท็ดดี้ คัตเลอร์ได้วิเคราะห์ก่อนเกมส์จะว่า มี 3 เหตุผลที่ทีมดังแห่งฮอลแลนด์จะล้มทีมของ โชเซ่ มูริญโญ่ ได้และคว้าแชมป์ไปครอง โดยให้ 3 ข้อดังนี้

  1. แนวรุก อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ กำลังท็อปฟอร์มสุดๆ นับตั้งแต่ที่ เวสลี่ย์ สไนเดอร์ และ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช เคยพาทีมอาแจ็กซ์ สามารถเข้าถึงนัดชิงชนะเลิศในรายการ ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาล 2002-03
  2. หลังจากนั้นก็ยังหาแนวรุกที่ดีมาเทียบเคียงไม่ได้ จนในปีนี้ที่ดูร้อนแรงมาก ถึงกับสามารถเข้ามาถึงรอบชิงชนะเลิศ ยูโรปาลีกได้ โดยแนวรุก อาแจ็กซ์ นั้น จะประกอบด้วย แคสเปอร์ คอลเบิร์ก กองหน้าดาวรุ่งชาวเดนมาร์ก ที่มีอายุเพียงแค่ 19 ปีเท่านั้น แต่โชว์ฟอร์ม เก่งสุดๆ ที่ยิงไปแล้วเกินกว่า 20 ประตู และยังมีปีกอีก 2 ข้าง อามิน ยูเนส
  3. และ เบอร์ทรานด์ ตราโอเร่ ที่ยืมตัวมาจาก เซลซี ซึ่งทั้ง 2 คนก็กำลังโชว์ได้ดีมากในฤดูกาลนี้ นอกจากนั้นไม่พอ ยังมีแผงมิดฟิลด์ที่เป็นตัวสร้างสรรค์เกมอย่าง ดาวี คลาสเซ่น และ ฮาคิม ซิเย็ค ที่พร้อมจะสร้างความปั่นป่วนให้กับ นักเตะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ตลอดเวลา
  4. แผงหลังของปีศาจแดงมีปัญหา โดย โชเซ่ มูรินโญ่ จะไม่สามารถใช้งาน เอริก ไบยี่ ได้ เนื่องจากติดโทษแบน โดยเจ้าตัวถือว่าเป็นเซนเตอร์แบ็กที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในฤดูกาลนี้เลยทีเดียว โดยคาดกันว่า มูรินโญ่ จะใช้บริการของ
  5. ดาเล่ย์ บลินด์ เข้ามาเป็นเซนเตอร์แบ็ก ส่วนอีกคนนั้นจะมีอยู่ 2 คน ระหว่าง ฟิล โจนส์ และ คริส สอลลิ่ง โดยทั้ง 2 คนไม่ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในซีซั่นนี้ได้เลย เนื่องจากการปัญหาการบาดเจ็บเรื้อรัง แถมทัศนคติก็ไม่ถูกกับ โชเซ่ มูรินโญ่ อีกด้วย
  6. ปอล ป็อกบา ไม่สามารถคุมเกมส์ไว้ได้ จะว่าเป็น ปอล ป็อกบา ก็เป็นนักเตะระดับโลก ที่มีค่าตัวแพงที่สุดระดับหนึ่งของโลก ณ ตอนนี้ ที่ 89 ล้านปอนด์ จากยูเวนตุส โดยเกมส์รอบชิงนั้น ปอล ป็อกบา ดาวเตะของทีมฝรั่งเศส อาจจะตัดสินเกมส์ได้เลยว่า
  7. ใครจะควบคุมแนวกลางเอาไว้ได้ โดยเจ้าตัวก็สามารถทำได้ 1 ประตูจากเกมส์นัดล่าสุด ที่เจอกับ คริสตัลพาเลท ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ ปอล ป็อกบา มั่นใจขึ้นไม่มากก็น้อย แต่ก่อนหน้านั้นไม่ได้ลงสนาม 2 นัด เพราะว่า คุณพ่อแท้ๆ ของเขาเสียชีวิต ซึ่งเจ้าตัวต้องเรียกฟอร์มเก่งออกมาให้ได้ ในวันที่ 24 นี้ เพื่อจะสร้างประวัติศาสตร์ให้กับสโมสร คว้าแชมป์ ยูโรปาลีก ซึ่งปีศาจแดงยังไม่เคยได้ถ้วยนี้มาก่อนเลย