โคตรแนวรุก! สามประสานพังประตูทะลุ 100 ใน 1 ซีซั่น

ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าแนวรุกคือหน้าตาและความสำเร็จของฟุตบอลสมัยใหม่  เพราะถ้ายิงไม่ได้ก็คงไม่มีทางชนะใครแน่ๆ ดังนั้นถ้ามีนักเตะแนวรุกสักคนที่ยิงได้เฉลี่ย 20 ประตูต่อซีซั่นก็นับว่าหรูแล้ว แต่ลองคิดเล่นๆ ว่าถ้ามีสัก 3 คนที่ช่วยกันยิงได้เกิน 100 ลูกล่ะ ทีมจะประสบความสำเร็จหนักมากขนาดไหน

ถ้าคิดไม่ออกเรามีตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงมาให้ดูกัน

คริสเตียนโน่ โรนัลโด้, คาริม เบนเซม่า, แกเร็ธ เบล (เรอัล มาดริด)

สามประสานในแนวรุกของเรอัล  มาดริด อย่าง คริสเตียนโน่ โรนัลโด้, คาริม เบนเซม่า และแกเร็ธ เบล ในซีซั่น 2014/15 ช่วยกันถล่มประตูคู่แข่งไป 100 ลูก แบ่งเป็นคริสเตียนโน่ โรนัลโด้ 61 ลูก, เบนเซม่า 22 ลูก และเบลอีก 17 ลูก แต่ถึงจะยิงได้เยอะขนาดนั้น แต่ก็ยังไม่ดีพอต่อการคว้าแชมป์ลาลีกา สเปน เพราะในซีซั่นเป็นบาร์เซโลน่าที่ปาดหน้าคว้าแชมป์ไปด้วยจำนวนประตูที่เหนือกว่า

ลีโอเนล เมสซี่, ซามูเอล เอโต้, เธียร์รี่ อองรี (บาร์เซโลน่า)

สามประสานแห่งบาร์เซโลน่าในซีซั่น 2008/09 อย่าง ลีโอเนล  เมสซี่, ซามูเอล เอโต้ และเธียร์รี่ อองรี ช่วยกันยิงประตูไป 100 ลูก แบ่งเป็นเมสซี่ 38 ลูก, เอโต้ 36 ลูก และอองรีอีก 26 ลูก ซึ่งปีนั้นพวกเขาสามารถคว้าแชมป์ลาลีกา สเปน ไปได้อย่างงดงาม

ลีโอเนล เมสซี่, อเล็กซิส ซานเชซ, เชส ฟาเบรกัส (บาร์เซโลน่า)

ยังคงเป็นสามประสานจากบาร์เซโลน่าที่ยิงกันทะลุร้อย  ซึ่งคราวนี้เป็นคิวของ ลีโอเนล เมสซี่, อเล็กซิส ซานเชซ และเชส ฟาเบรกัส ที่ช่วยกันยิงในซีซั่น 2011/12 ไป 103 ประตู แบ่งเป็นเมสซี่ 73 ประตู ส่วนฟาเบรกัสกับซานเชซยิงไป 15 ประตูเท่ากัน เพียงแต่ปีนั้นยังดีไม่พอต่อการคว้าแชมป์ เพราะเป็นเรอัล มาดริด ที่ยิงไปเยอะกว่าที่ชนะเลิศลาลีกา สเปน

โจนาธาน โซเรียโน่, อลัน คาร์วัลโญ่, ซาดิโอ มาเน่ (เรดบลู ซัลซ์บวร์ก)

สามประสานอย่าง โจนาธาน โซเรียโน่, อลัน คาร์วัลโญ่ และซาดิโอ มาเน่ ช่วยกันยิงให้ เรดบลู ซัลซ์บวร์ก ในซีซั่น 2013/14 ไปทั้งสิ้น 108 ประตู แบ่งเป็นโซเรียโน่ 48 ลูก, มาเน่ 23 ลูก และอลัน 37 ลูก และแน่นอนว่าซีซั่นนั้นพวกเขาได้แชมป์ลีกออสเตรียมาครอง

คริสเตียนโน่ โรนัลโด้, คาริม เบนเซม่า, กอนซาโล่ ฮิกัวอิน (เรอัล มาดริด)

สามประสานจากเรอัล มาดริด อย่าง คริสเตียนโน่ โรนัลโด้, คาริม เบนเซม่า และกอนซาโล่ ฮิกัวอิน ในซีซั่น 2011/12 ช่วยกันยิงไปทั้งสิ้น 118 ประตู แบ่งเป็นเบนเซม่า 32 ประตู, โรนัลโด้ 60 ประตู และฮิกัวอิน 26 ประตู ซึ่งปีนั้นพวกเขาเป็นฝ่ายได้แชมป์ลาลีกา สเปน

ลีโอเนล เมสซี่, เนย์มาร์, หลุยซ์ ซัวเรส (บาร์เซโลน่า)

สามประสานยุคใหม่ของบาร์เซโลน่าอย่าง ลิโอเนล เมสซี่, เนย์มาร์ และหลุยซ์ ซัวเรส คือที่สุดแห่งความน่ากลัว เพราะ 2 ซีซั่นที่ผ่านมา (2014/15, 2015/16) พวกเขาช่วยกันยิงไป 122 กับ 131 ตามลำดับ ซึ่งทุกคนยิง 25 ประตูขึ้นไปอีกต่างหากและเป็น 2 ซีซั่นที่พวกเขาได้แชมป์ลาลีกา สเปน มาทั้งหมด…

ซิโก้ชี้นักแตะ เริ่มปรับตัวพร้อมลุยแบบสุดเหวี่ยง

“ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง  ได้นำลูกทีมฝึกซ้อมเป็นเวลา 1 ชั่วโมงในช่วงเช้าของวันที่ 26 มีนาคมเริ่มต้นจะให้นักเตะวิ่ง 3 รอบสนาม เพื่อเป็นการอบอุ่นร่างกายของนักแตะ จากนั้นได้ทำการลงซ้อมแท็กติดต่างๆ โดยให้สื่อมวลชนชาวไทย  สามารถเก็บภาพได้ 15 นาที

หลังเสร็จสิ้นของการฝึกซ้อมช่วงเช้า “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง แม่ทัพของ “ช้างศึก” ได้เผยว่า “นักเตะเริ่มที่จะทำการปรับตัวได้ดีขึ้นอย่างมาก “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง บอกทุกคนว่าในวันแข่งจริงมีโอกาสที่จะมีฝนตก ผลบอลสด เพราะอย่างวันนี้ก็มีทั้งลม ฝน และความหนาวเย็น โดยมีอุณหภูมิประมาน 2-3 องศาได้ แต่ทางนักเตะทุกคนมีความมุ่งมั่นอย่างมาก เขารู้ว่าการเจอญี่ปุ่นไม่ใช่งานง่ายสำหรับเขาเลย

ในการมาถึงวันนี้ได้เราไม่มีอะไรจะเสีย “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง คิดว่าถ้าเราแพ้ เราจะแพ้แบบไหน แพ้หมดรูป แพ้แบบสู้เขาไม่ได้ หรือแพ้แบบไม่อยากสู้ แต่ถ้าเราสามารถทำแต้มได้ ก็เป็นประวัติศาสตร์ หรือถ้าได้ถึง 3 แต้ม มันก็ยิ่งใหญ่มาก ดังนั้นทุกคนก็รู้ว่าต้องทำภารกิจให้ดีที่สุดให้ได้

ผู้สื่อข่าวได้ถามแม่ทัพ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง กุนซือของทีมประเทศไทยว่า การซ้อมขอวันที่สอง ณ ประเทศญี่ปุ่น ทางนักเตะหลายคนมีการเคลื่อนที่หาตำแหน่งตามที่เจ้าตัวคิดไว้ได้หรือไม่ รวมถึงสภาวะความตรึงเครียดนั้นมีมากเพียงใดได้คำตอบว่า

2 วันมานี้นักเตะทุกคนตั้งใจซ้อมดี  มีรอยยิ้ม มีความตั้งใจเข้ามา ฉะนั้นนักเตะไม่สนใจหรอกว่าที่ผลจะเป็นอย่างไร แต่เขาสนใจแค่ว่าลงไปแล้วจะร้อยเปอร์เซนต์หรือไม่

อยากให้แฟนบอลชาวไทย รู้ว่าเวลาที่เราผิดหวังหรือล้มเหลว ฟุตบอลมันก็มีแพ้ มีชนะ มีเสมอ อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าวันนี้เราได้เจอใคร ซึ่งนักเตะทุกคนรู้ว่าถ้าเราไม่ได้ผ่านเข้ามารอบนี้ เราก็จะไม่มีโอกาสได้เจอกับญี่ปุ่น แต่วันนี้เราจะได้เจอกับชุดใหญ่ของพวกเขาที่มีโอกาสไปฟุตบอลโลกหลายครั้งแล้ว ดังนั้นมันเป็นจะประสบการณ์ที่ดีของนักเตะของเรา เราอยากให้เขามีความแข็งแกร่ง เราได้บอกเขาว่าการเจอกับทีมระดับเอเชีย พวกเขามันต้องปรับตัวให้เร็ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแท็กติกและสภาพอากาศ ตอนที่เราไปซาอุดิอาระเบียมา เราได้เจออากาศที่ร้อนถึง 43 องศาแต่เราก็ผ่านมาได้ แต่ที่นี่ 3 องศา ทำให้ตัวนักเตะแข็งแกร่ง ไม่ใช่แค่เก่งในประเทศของเรา…

5 ลูกไม้ใต้ต้นของอดีตแข้งดัง

มองจากภาพรวมอาจด่วนสรุปได้ว่าแข้งดังๆ

มากพรสวรรค์ส่วนใหญ่มักไม่ค่อยมีลูกประสบความสำเร็จเท่าตัวเอง หลายคนจอด พังพาบอยู่กลางทางชนิดไม่ได้ครึ่งของพ่อ มีแค่ส่วนน้อยเท่านั้นค่อนข้างมีแววฉายแสงทาบรัศมีพ่อได้ แต่จะมีใครบ้างนั้นเราคัดมาให้ติดตามฝีเท้ากันอย่างใกล้ชิดแล้ว (แต่จะเอาไปเป็นไกด์ซื้อตัวใน Football Manager ก็ไม่ว่าหรอกนะ)

1 จิโอวานนี ซิเมโอเน่ (เจนัว)

อาจเทียบกันได้ยากเพราะ จิโอวานนี ซิเอโมเน่ เล่นตำแหน่งกองหน้า ในขณะที่ ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ พ่อของเขาเล่นตำแหน่งกองกลางตัวรับ แต่ถ้าว่ากันด้วยศักยภาพของฝีเท้าแบบรวมๆ แล้ว นับว่าไม่ด้อยไปกว่าพ่อเลยสักนิด แล้วด้วยอายุเพียง 21 ปีกับการลงเล่นในเซเรีย อา เป็นฤดูกาลแรกให้ เจนัว เขายิงไปแล้วทั้งหมด 11 ประตูจากการลงสนาม 21 นัด ถ้าในอนาคตพ่อซื้อลูกไปปั้นที่แอตเลติโก มาดริด คิดว่าจิโอวานนีคงยกระดับฝีเท้าไปได้ไกลมากขึ้นอีกหลายเท่าแน่ๆ

2 จัสติน ไคลเวิร์ต (อาแจ็กซ์)

จัสติน ไคล์เวิร์ต ลูกชายของ พาทริก ไคลเวิร์ต กองหน้าระดับตำนานทีมชาติฮอลแลนด์ เลือกเล่นตำแหน่งปีกขวา ต่างจากตำแหน่งของพ่ออยู่นิดหน่อย แต่ก็นับว่าเป็นนักเตะในแนวรุกเหมือนกัน ปัจจุบันเล่นอยู่กับ อาแจ็กซ์ ลงสนามไปแล้ว 9 นัดในปี 2017 และยิงได้ 1 ประตู ซึ่งถือว่าไม่เลวเลยทีเดียวสำหรับนักเตะวัย 17 ปีอย่างจัสติน

3 เอ็นโซ่ เฟอร์นันเดซ (เรอัล มาดริด เบ)

คงเป็นเรื่องยากในระดับเป็นไปไม่ได้เลยที่ เอ็นโซ่ เฟอร์นันเดซ กองกลางชาวฝรั่งเศสอขงเรอัล มาดริด เบ จะไล่ตาม ซีเนอดีน ซีดาน ตำนานระดับโลกผู้เป็นพ่อของเขาได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่มีดี เพราะถึงจะยังไม่มีโอกาสเล่นในทีมชุดใหญ่ของราชันย์ชุดขาว แต่ฝีเท้าของเขาก็ถูกยกระดับขึ้นมามากทีเดียว อีกทั้งอายุก็เพิ่ง 22 เท่านั้นน่าจะยังพัฒนาไปได้อีกพอสมควร

4 เอียนนิส ฮาจี (ฟิออเรนติน่า)

ถึง เอียนนิส ฮากี ตัวรุกดาวรุ่งลูกชายของ จอร์จี้ ฮาจี ตำนานทีมชาติโรมาเนีย จะไม่ค่อยได้รับโอกาสจากต้นสังกัดฟิออเรนติน่ามากนัก แต่ด้วยศักยภาพและความสามารถเฉพาะตัวของเขาแล้ว แถมอายุก็เพิ่งจะ 18 เท่านั้นเอง ก็ต้องยอมรับว่ามีสิทธิ์พัฒนาฝีเท้าไปได้ไกลมาก

5 ลูคา ซาโฮวิช (มาริบอร์)

ลูคา ซาโฮวิช กองหน้าวัย 21 ปีของมาริบอร์ ลูกชายของ ซลาตโก้ ซาโฮวิช อดีตตัวรุกทีมชาติสโลวีเนีย ตอนนี้ยังไม่ค่อยมีชื่อเสียงมากนัก แล้วที่ผ่านมายังใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการยืมตัวไปมา ผลงานเป็นรูปธรรมเลยยังไม่ค่อยชัดนัก แต่ถ้ามองจากฟอร์มล่าสุดที่กลับมายังสโมสรแจ้งเกิด ก็นับว่ายังมีอนาคตให้ลุ้นกันได้อีกยาวๆ ทีเดียว…

กุนซืออังกฤษผู้หาญกล้าดร็อปแข้งดัง

จากรูปเกมของทีมชาติอังกฤษกับลิทัวเนียเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

 ซึ่งไม่มี เวย์น รูนีย์ อยู่ในทีมชุดดังกล่าว อาจทำให้หลายคนเริ่มคิดจริงๆ จังๆ แล้วว่ากองหน้าค่าเหนื่อยแพงของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ฟอร์มช่วงหลังตกลงไปเยอะมาก อาจหมดอนาคตในทีมชาติยุคแกเร็ธ เซาธ์เก็ต แล้วก็ได้

แต่เอาเข้าจริงพอเห็นการกลับมาของ เจอร์เมน เดโฟ แล้วก็นับว่ากุนซือหนุ่มคนนี้ไม่ได้ปิดโอกาศรูนีย์สักเท่าไหร่ ถ้าเขาสามารถเรียกฟอร์มเก่งกับปีศาจแดงกลับมาได้อีกครั้ง ยังไงพื้นที่ในแดนหน้าของทัพสิงโตคำรามก็ยังเปิดกว้างให้เขาเสมอ จะว่าไป แกเร็ธ เซาธ์เก็ต กุนซือทีมชาติอังกฤษคนปัจจุบัน ก็ไม่ใช่ผู้จัดการทีมคนแรกที่กล้าตัดแข้งบิ๊กเนม ที่มีอิทธิพลต่อทีมสูงมากออกจากทัพทรีไลออน เพราะก่อนหน้าเขาก็มีมาแล้วและผลลัพท์ก็ต่างกันออกไป

หลังจาก สตีฟ แม็คคลาเรน เข้ามารับช่วงต่อจาก สเวน-โกรัน อีริกสัน ที่ประกาศวางมือเมื่อจบการแข่งขันฟุตบอลโลก 2006 เขาก็ตัดสินใจโละ เดวิด เบ็คแฮม ออกจากตำแหน่งกัปตันทีมและยกให้หน้าที่ดังกล่าวไปให้กับ จอห์น เทอร์รี่ พร้อมทั้งตัดอดีตกัปตันทีมออกจากทีมชาติ เพราะต้องการความเปลี่ยนแปลงภายในทีม ซึ่งผลงานก็ทำได้ดีแค่ 2 นัดก่อนจะฟอร์มย่ำแย่ลงเรื่อยๆ จนที่สุดแล้วเขาก็ตัดสินใจเรียกเบ็คแฮมกลับสู่ทีมชาติอีกครั้ง พร้อมกับชัยชนะ 4 จาก 6 นัด แต่ก็ยังไม่ดีพอต่อการพาทีมชาติอังกฤษเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายยูโร 2008 แน่นอนว่าเขาก็โดนปลดออกจากตำแหน่งในเวลาต่อมาไม่นาน

ก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลก 1998 จะเริ่มต้นขึ้น ทีมชาติอังกฤษต้องกังวัลเกี่ยวกับปัญหาความฟิตของ พอล แกสคอยน์ กองกลางตัวเก่งวัย 31 ปีในขณะนั้น อย่างหนัก จนทำให้สุดท้ายแล้ว เกลนน์ ฮอดเดิล กุนซือทัพทรีไลออนต้องตัดสินใจตัดเขาออกจากทีม จนกลายเป็นปัญหาใหญ่และทำให้กองกลางรายนี้ไม่ได้เกลับมาติดทีมชาติอีกเลย ซึ่งจะบอกว่าผิดพลาดก็คงไม่ใช่ทั้งหมด เพราะตัวตายตัวแทนของแกสซ่าอย่าง พอล สโคลส์ ก็ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม แต่จนแล้วจนรอดหลังจบทัวร์นาเมนต์ที่รอบ 16 ทีมสุดท้าย เขาก็โดนปลดออกจากตำแหน่งในปีถัดมา

หลังจากความผิดพลาดขนาดใหญ่ของ เดวิด ซีแมน ทั้งจากฟุตบอลโลก 2002 และรอบคัดเลือกฟุตบอลยูโร 2004 ได้ทำให้ สเวน-โกรัน อีริกสัน กุนซือทีมชาติอังกฤษในขณะนั้น ตัดสินใจตัดชื่อนายทวารรายนี้ออกจากทีม แล้วเลือกใช้บริการของ เดวิด เจมส์ แทน ซึ่งถือว่าเป็นการปิดฉากซีแมนกับทีมชาติเลยก็ว่าได้

ฟาบิโอ คาเปลโล เคยให้โอกาส ไมเคิล โอเว่น ติดทีมชาติในฐานะตัวสำรอง 1 นัด หลังจากเขากลับมาโชว์ฟอร์มได้ดีในสีเสื้อของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ก็แค่นั้นจริงๆ เพราะต่อให้เขาเล่นดีสักขนาดไหน คาเปลโล่ก็ไม่สนใจมากไปกว่าเดิม เพราะด้วยสภาพร่างกายที่ไม่สมบูรณ์จึงทำให้เขาหมดโอกาสไปโดยปริยาย…

5 สุดยอดแข้งแห่งการรีเทิร์นทีมชาติ

มีนักเตะจำนวนหนึ่งที่หลุดจากทีมชาติไปพักใหญ่

 ก่อนจะถูกเรียกกลับมารับใช้ชาติอีกครั้ง พร้อมกับการโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมชนิดที่ใครเห็นก็ต้องตะลึง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ เจอร์แมน เดโฟ ศูนย์หน้าวัย 34 ปีของซันเดอร์แลนด์

ที่กลับมาฟอร์มร้อนแรงอีกครั้งด้วยการช่วยต้นสังกัดยิงไปแล้ว 14 ประตูจากการลงสนาม 28 นัด ส่วนทีมชาติที่เพิ่งโดน แกเร็ธ เซาธ์เก็ต กุนซือทรีไลอ้อนเรียกกลับมาติดทีมอีกครั้งในเกมเจอกับลิทัวเนีย เขาก็ยิงได้ 1 ประตูและโชว์ฟอร์มได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ

อีกคนคือ มาริโอ โกเมซ ศูนย์หน้าทีมชาติเยอรมันของโวล์ฟบวร์ก ที่เคยหลุดออกจากวงโคจรของทีมชาติไปราวๆ 3 ปี หลังจากประสบปัญหาอาการบาดเจ็บหัวเข่า จนทำให้เขาอดเข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 แต่เมื่อเขากลับมาสมบูรณ์เต็มร้อยอีกครั้ง

โยอาคิม เลิฟ กุนซือของทีมอินทรีเหล็กก็ตัดสินใจเรียกเขากลับสู่ทีมชาติอีกหน ในเดือนพฤศจิกายน 2015 และติดทีมไปเล่นฟุตบอลยูโร 2016 แน่นอนว่าทุกคนรู้ว่าเขาทำอะไรที่ยอดเยี่ยมในการแข่งขันครั้งนั้นลงไปบ้าง

คนที่สามคือ มาร์ติน ปาแลร์โม่ อดีตกองหน้าทีมชาติอาร์เจนติน่า ที่ปัจจุบันผันตัวไปรับงานกุนซือให้กับทีมยูนิโอน เอสปาโนล่า ในลีกชิลีอยู่ในตอนนี้ แต่ก่อนหน้านั้นเขาเคยหลุดออกจากทีมชาติมาหนนึงหลังยิงจุดโทษพลาดถึง 3 ครั้งในเกมกับโคลัมเบียเมื่อปี 1999 และบาดเจ็บจากการดีใจจนขาหัก ผ่านเหตุการณ์ครั้งนั้นมาอีก 10 ปี

เขาถึงได้กลับมาติดทีมอีกครั้งในปี 2009 ถึงแม้เขาจะกลับมาติดทีมชาติแค่ไม่กี่นัด แต่เขาก็สามารถยิงประตูสำคัญในเกมรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2010 ที่พบเปรู จนถึงกับทำให้ ดิเอโก้ มาราโดน่า กุนซือฟ้าขาวในตอนนั้นเรียกเขาว่า Miracle of San Palermo

คนที่สี่คือ ซีเนอดีน ซีดาน กองกลางระดับตำนานของทีมชาติฝรั่งเศส ที่ปัจจุบันเป็ดเฮ้ดโค้ชให้กับเรอัล มาดริด ตัดสินใจเลิกเล่นทีมชาติไปแล้วตั้งแต่จบการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2004 แต่สุดท้ายเขาก็ทนการโน้มน้าวใจของ เรย์มงด์ โดมิเน็ค กุนซือทีมตราไก่ขณะนั้นไม่ไหว จนต้องกลับมารับใช้ชาติต่อในปี 2005 และช่วยทีมจนผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลก 2010 ได้สำเร็จ แถมยังพาทีมทะลุไปได้จนถึงนัดชิงชนะเลิศที่เป็นตำนานเฮ้ดบัตของเขากับ มาร์โก มาเตรัซซี่

คนสุดท้ายคือ เฮนริก ลาร์สสัน อดีตศูนย์หน้าทีมชาติสวีเดน เขาเคยประกาศเลิกเล่นทีมชาติครั้งแรกหลังจบฟุตบอลโลก 2002 แต่จากปัญหาอาการบาดเจ็บของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ก่อนกรแข่งขันยูโร 2004 จึงทำให้เขาต้องกลับมารับใช้ชาติอีกรอบพร้อมสถิติการยิงประตูที่ไม่ได้ตกลงเลย ก่อนจะประกาศรีไทร์อีกครั้งหลังจบฟุตบอลโลก 2006 แต่จนแล้วจนรอดเขาก็เปลี่ยนในกลับมารับใช้ชาติอีกรอบในยูโร 2008 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายจริงๆ เพราะเขาประกาศเลิกเล่นไปในปี 2009…

เรื่องประหลาดแห่งโลกฟุตบอล

มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นทั้งบนและข้างสนามฟุตบอล

ทั่วโลก ตั้งแต่ความมหัศจรรย์ ของพ่อค้าแข้งระดับตำนาน การซื้อขายพ่อ ค้าแข้งคนเก่งด้วยสถิติค่าตัวระดับโลก ไปจนถึงการยกเลิกสัญญาและต่อสัญญานักเตะกับโค้ชในทีม

ทว่าข้างต้นนี้คือเรื่องธรรมด๊าธรรมดาของวง การฟุตบอล ที่ มีให้เห็นกันได้ตลอดทั้งปีนี้หรือแม้กระทั่งปีหน้าก็คงไม่เปลี่ยน แต่นอกจากความธรรมดาเหล่านั้นก็ยังมีเรื่องราวประหลาดๆ ที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นจริงในโลกฟุตบอลมานักต่อนัก อาทิ เลิฟ ยาชิน ผู้รักษาประตูระดับตำนานของสหภาพโซเวียตและดินาโม มอสโคว์ เพียงคนเดียวที่ได้รางวัลบัลลงดอร์มานอนกอด นอกจากเรื่องความสามารถที่จัดอยู่ใน ระดับเทพแล้ว ปริมาณการสูบบุหรี่ต่อวันของเขาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าฝีมือเลย เพราะวันนึงเขาสูบบุหรี่โดยเฉลี่ยราวๆ 4 ซอง ซึ่งนับว่าเยอะมากจนน่าตกใจและเป็นผลให้เขาต้องเสียชีวิตอย่างน่ากลัวในช่วงบั้นปลาย

ผู้รักษาประตูเก่งๆ อีกคนที่นึกถึงคือ วิลเลี่ยม แฟตตี้ โฟลเก้ อดีตนายด่านของ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด, เชลซี และ แบรดฟอร์ด ซิตี้ ที่มีดีกรีเป็นถึงแชมป์ลีกสูงสุดกับเชฟฟิลด์ฯ ในปี 1898 เพราะเขาเป็นนัก ฟุตบอล ที่เอ็นจอยกับการกินมากจนน้ำหนักทะลุไปถึง 152 กิโลกรัม จนได้ฉายา แฟตตี้ มาติดไว้ตรงชื่อกลาง มีครั้งหนึ่งวิลเลี่ยมเคยให้สัมภาษณ์ว่า “ผมไม่สนว่าใครจะเรียกผมว่ายังไงหรอกนะ นอกจากว่าเขาไม่เรียกผมทานอาหารกลางวันก็อีกเรื่องนึง” ซึ่งมันก็ชัดเจนมากว่าเรื่องกินสำหรับเขาคืออันดับ 1 จริงๆ

โรเบิร์ต ชลินซ์ อดีตดาวเตะชาวเยอรมันระหว่างยุค 40-60 ถือเป็นนักเตะที่โชคร้ายมากๆ เมื่อประสบอุบัติเหตุจนต้องเสียแขนไป 1 ข้างระหว่างค้าแข้งกับ สตุ๊ทการ์ต ในปี 1948 เพียงแต่ความพิการจากเหตุการณ์ ครั้งนั้นกลับหยุดเขาในวงการฟุตบอลไม่ได้ เมื่อเขากลับมาลงสนามทันทีที่หายจากอาการบาดเจ็บ แถมยังสวมปลอกแขนกัปตันพาทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้อีก 2 สมัยในปี 1950 กับ 1952 แล้วยังได้แชมป์บอลถ้วยเยอรมันในปี 1954 กับ 1958 พร้อมสถิติเจ๋งๆ อย่างการยิงได้ 143 ประตูจากการลงสนาม 391 นัดและติดทีมชาติไปอีก 3 ครั้ง

อันนี้เป็นเรื่องเพี้ยนนอกสนามที่ บังเอิญอ่านเจอมาแล้วอยากบอกคือ การินชา อดีตปีกพ่อมดทีมชาติบราซิลเจ้าปัญหาในยุค 50-60 ที่มีทั้งปัญหาติดแอลกอฮอล์ และ ปัญหาเชิงชู้สาวอีกเพียบ ครั้งหนึ่งเคยมีเรื่อง เล่าว่าเขาเคยเสียบริสุทธิ์ครั้งแรกใน วัย 14 แต่ไม่ใช่กับหญิงสาวที่ไหน แต่ผู้ที่ พรากพรจรรย์เขาไปนั้น คือแพะ!?! ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นขณะกำลังเมาได้ที่…

ไม่ได้มีแค่บุฟฟ่อน! 10 แข้งเตะทะลุ 1,000 นัด

เห็น จิอันลุยจิ บุฟฟ่อน มือกาวของสโมสรยูเวนตุส

 ลงสนามในนามทีมชุดใหญ่ครบ 1,000 นัดจากการลงเฝ้าเสาให้ทีมชาติอิตาลีเอาชนะอัลเบเนียในการแข่งขันฟุตบอลรอบคัดเลือกโซนยุโรปไป 2-0 ก็อดปลื้มใจแทนไม่ได้ เพราะถ้าไม่ใช่ของจริงระดับเหลี่ยมทองฝังเพชรก็คงทำไม่ได้แบบเขา

แต่ก็ใช่ว่าจะมีแค่บุฟฟ่อนคนเดียวที่ได้เล่นทะลุหลักพัน เพราะยังมีอีกหลายคนที่ทำได้มากกว่าและใกล้เคียงกับเขาอยู่เหมือนกัน

คนแรกที่ถือครองสถิติลงสนามในนามทีมชุดใหญ่มากที่สุดในโลกคือ ปีเตอร์ ชิลตัน ผู้รักษาประตูระดับตำนานของทีมชาติอังกฤษ

ที่มีโอกาสลงสนามไปมากถึง 1,374 นัดจากการเล่นในช่วง 31 ปีให้กับ เลสเตอร์ ซิตี้, สโต๊ก ซิตี้, น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์, เซาธ์แฮมตัน, ดาร์บี้ เคาน์ตี้, พลีมัธ, โบลตัน, เลย์ตัน โอเรี่ยนท์ และทีมชาติอังกฤษ

คนที่สองคือ โรเจริโอ้ เชนี ผู้รักษาประตูชาวบราซิลระดับตำนานของเซาเปาโล ที่ได้ลงสนามไปทั้งสิ้น 1,234 นัดในช่วง 25 ปีก็ว่าน่าตกใจแล้ว แต่เชนียังสร้างความน่าตื่นเต้นให้เพิ่มขึ้นไปอีก ด้วยการเป็นนายด่านที่ยิงประตูไปทั้งสิ้น 129 ตุง

มากกว่ากองหน้าบางคนเสียด้วยซ้ำไป คนที่สามคือ โรแบร์โต้ คาร์ลอส อดีตแบ็กซ้ายตีนระเบิดทีมชาติบราซิลและเรอัล มาดริด ที่ลงสนามไปทั้งสิ้น 1,125 นัดในช่วง 21 ปีของการค้าแข้ง โดยเป็นการยิงไปทั้งสิ้น 113 ประตู

คนที่สี่คือ เรย์ เคลแมนซ์ อดีตผู้รักษาประตูตัวเก่งของลิเวอร์พูลกับท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ที่ลงสนามไปทั้งสิ้น 1,114 นัดในช่วง 23 ปี อันดับห้าคือ ฮาเวียร์ ซาเน็ตติ อดีตแนวรับสนุดแกร่งของ อินเตอร์ มิลานและอาร์เจนติน่า

ที่ลงสนามไปทั้งหมด 1,102 นัดและยิงไป 31 ประตูในช่วงเวลา 22 ปี อันดับหกคือ แพต เจนนิงส์ มือกาวระดับตำนานของท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์, อาร์เซนอล และไอร์แลนด์เหนือ ที่ลงสนามไปทั้งสิ้น 1,088 นัดยิงไป 1 ประตูในช่วงเวลา 23 ปี

คนที่เจ็ดคือ โทนี่ ฟอร์ด แนวรับชาวอังกฤษที่แม้จะไม่มีโอกาสลงเล่นในลีกสูงสุด แต่ตลอดชีวิตการค้าแข้งของเขาก็ลงสนามไปแล้วทั้งสิ้น 1,080 นัดยิงไป 120 ประตูในช่วง 25 ปี คนที่แปดคือ ดียาลมา

ซานโตส อดีตแนวรับทีมชาติบราซิลที่ลงสนามไปแล้วทั้งสิ้น 1,065 นัดยิงไป 44 ประตูในช่วงเวลา 23 ปี คนที่เก้าคือ ราอูล ตำนานกองหน้าทีมชาติสเปนและเรอัล มาดริด ที่ลงสนามไปทั้งสิ้น 1,038 นัดยิงไป 462 ประตูในช่วงเวลา 23 ปี และคนที่สิบคือ อลัน บอล จูเนียร์ อดีตกองกลางทีมชาติอังกฤษที่ลงสนามไปทั้งสิ้น 1,045 นัดยิงไป 222 ประตูตลอดชีวิตการค้าแข้ง 24 ปี…

5 นักเตะเปลี่ยนชาติกลางคัน

ในโลกของฟุตบอลจะมีฝีเท้าดีอยู่นักเตะกลุ่มหนึ่ง

บอลออนไลน์ ที่ต่อเล่นให้ตายยังไงก็ไม่มีวันติดทีมชาติแท้ๆ ของตัวเอง มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยจริงๆ ที่มีนักเตะหลายคนตัดสินใจเปลี่ยนทีมชาติของตัวเอง เพื่อให้มีโอกาสได้ลงสนามในนามทีมชาติกับเขาบ้าง

1 ดิเอโก้ คอสต้า (ย้ายจากบราซิลไปสเปน)

หลังจากลงสนามในนามทีมชาติบราซิลภายใต้การทำทีมของ หลุยซ์ ฟิลิเป้ สโคลารี่ ไปได้แค่ 2 นัด แถมยังเป็น 2 นัดที่เป็นเกมกระชับมิตรอีกต่างหาก เขาก็โดนกุนซือเซเลเซาในตอนนั้นดูแคลนฝีเท้าอย่างรุนแรง จนตัดสินใจเข้าไปคุยกับ บิเซนเต้ เดล บอสเก้ กุนซือทีมชาติสเปนในตอนนั้นเพื่อย้ายมาเล่นให้ทีมกระทิงดุ โดยปัจจุบันลงสนามให้สเปนไปแล้ว 15 นัดและยิงไป 5 ประตู

2 เควิน-ปรินซ์ บัวเต็ง (ย้ายจากเยอรมันไปกาน่า)

เควิน-ปรินซ์ บัวเต็ง เกิดและเติบโตในเยอรมัน แถมยังเคยคิดเยาวชนทีมชาติเยอรมันมาแล้ว 3 รุ่น แต่พอต้องเข้าสู่การเป็นนักเตะรุ่นใหญ่ เขากลับตัดสินใจเปลี่ยนไปเล่นให้กับทีมชาติกาน่าซะอย่างนั้น แถมยังเล่นให้ดาวดำได้ไม่นานอีกต่างหาก เพราะนับจากวันที่เขากลายมาเป็นนักเตะกาน่าคือปี 2010 จนถึงวันประกาศเลิกเล่นก็กินเวลาแค่ 4 ปีเท่านั้นเอง

3 โอเว่น ฮาร์กรีฟส์ (ย้ายจากเวลส์มาเป็นอังกฤษ)

จริงๆ โอเว่น ฮาร์กรีฟส์ มีตัวเลือกทั้งหมด 3 ทาง เพราะตอนเขาอายุได้ 15 ปีก็ถูกเรียกติดทีมชาติแคนาดารุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี (ฮาร์กรีฟส์เกิดที่แคนาดา) แต่เขาปฏิเสธและย้ายกลับมาอยู่ที่เยอรมัน ก่อนจะโดนเรียกติดทีมชาติเวลส์รุ่นอายุไม่เกิด 19 ปี (แม่เป็นคนเวลส์) แต่เมื่อต้องขึ้นไปสู่ทีมชุดใหญ่ เขากลับเปลี่ยนใจย้ายมาเล่นให้ทีมชาติอังกฤษตามสัญชาติของพ่อแทน

4 เจมส์ แม็คคลีน (ย้ายจากไอร์แลนด์เหนือมาเป็นไอร์แลนด์)

ตอนแรก เจมส์ แม็คคลีน เล่นให้ทีมชาติไอร์แลนด์เหนือรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี ก่อนจะตัดสินใจเปลี่ยนมารับใช้ทีมชาติไอร์แลนด์แทนเมื่อโปรโมทตัวเองขึ้นสู่ชุดใหญ่ ปัจจุบันตัวรุกของเวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน รายนี้ลงสนามในนามทีมชาติไอร์แลนด์ไปแล้ว 47 นัดยิงไป 8 ประตู

5 ตูลันท์ ชาก้า (ย้ายจากสวิตเซอร์แลนด์ไปอัลเบเนีย)

เดิมที ตูลันท์ ชาก้า ก็ยังเล่นอยู่กับเยาวชนรทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์มาทุกชุดเหมือนน้องชาย กรานิต ชาก้า แต่พอถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ เขากลับเลือกเล่นให้ทีมชาติอัลเบเนียไปซะอย่างนั้น ส่วนตัวน้องชายกรานิตยังคงตัดสินใจเล่นให้ทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ตามเดิม…

Mission Impossible ?

แอตเลติโก มาดริด กับ ดิเอโก้ คอสต้า เป็นอะไรที่ ผูกพันธ์

และยากจะแยกออกจากกัน แต่วันนี้ เอ็นริเก้ เซเรโซ่ ประธานสโมสรคนดัง ออกมายอมรับว่าการเซ็นสัญญาหัวหอกทีมชาติสเปน กลับคืนสู่ถิ่นบิเซนเต้ กัลเดรอน คงยากที่จะเป็นไปได้

อย่างที่ เราทราบกันดีว่าช่วงเวลาใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ของคอสต้า ไม่ได้โรยด้วยกลีบ กุหลาบอย่างที่คิด เมื่อพฤติกรรมในสนามของเขากลายเป็นเป้าโจมตีของผู้คน โดยเฉพาะสื่อมวลชนที่พยายามเค้นเรื่องนี้อย่างหนัก

นั่นทำให้แทบทุก ซัมเมอร์ เราจะ ได้เห็น คอสต้า ออกมาร่ำร้องขอย้ายสังกัด โดยมี “ตราหมี” เป็นจุดหมาย ปลายทาง ที่ ต้องการ เหมือนเด็กน้อยขี้แยที่โดนแกล้งจนต้องโร่ไปฟ้องพ่อแม่ผู้ปกครอง

โดยเฉพาะช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ซึ่ง คอสต้า ออกมายอมรับด้วยตัวเองว่ามีปัญหากับ อันโตนิโอ คอนเต้ กุนซือเชลซี ถึงขนาดพยายามดิ้นรนทุกวิธีทางเพื่อทำให้การย้ายกลับบิเซนเต้ กัลเดรอน ลุล่วง

คอสต้า กล่าวถึงเหตุการณ์ในตอนนั้นว่า “แอตเลติโกทราบดีว่าผมรู้สึกพิเศษกับทีม นั่นคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในอาชีพการค้าแข้งของผม ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ก็รู้ว่าการย้ายกลับไปมีความเป็นไปได้”

“ความสัมพันธ์ของผมกับอันโตนิโอ คอนเต้ เริ่มต้นไม่ดีเลย ดังนั้นเพื่อให้การย้ายทีมเกิดขึ้น แอตเลติโกจำเป็นต้องรอ แต่พวกเขาเลือกที่จะไม่รอ ทั้งที่ยังเหลือเวลาในตลาดซื้อขายนักเตะอีกตั้งเกือบเดือน”

“ผมทำทุกอย่างพยายามทุกทางเพื่อกลับแอตเลติโก แต่เมื่อแอตเลติโกไม่ยอมรอ ผมก็จะไม่ทำแบบนั้นเพื่อกลับไปที่นั่นอีกแล้ว สิ่งที่ผมทำได้คือต้องเชื่อฟังคอนเต้ และอยู่ค้าแข้งกับเชลซีต่อไป”

คำพูดดังกล่าวของ คอสต้า เหมือนโดนคนรักหักหลังชนิดเจ็บไปจนวันตาย แต่ในมุมของ ประธานสโมสรแอต.มาดริด อย่าง เซเรโซ่ ออกมายอมรับว่าเรื่องดังกล่าวคงจะเป็นไปไม่ได้ แม้ว่าพวกเขาต้องการได้ตัวอดีตนักเตะรายนี้กลับมาก็ตาม

เซเรโซ่ กล่าวว่า “เราไม่เคยทิ้งใคร บนโลกนี้มีสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เต็มไปหมด และการเซ็นสัญญากับคอสต้าในเวลานั้น ก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้สำหรับเรา คนที่รอคอยมักมีช่วงเวลาที่สิ้นหวังด้วยกันทั้งนั้น”

“เราดีใจที่นักเตะแอตเลติโกทุกคนต่างต้องการย้ายกลับมา แต่คุณไม่สามารถจัดการเรื่องแบบนี้ได้ทุกครั้ง ในรายของคอสต้าชัดเจนว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะสโมสรของเขาไม่ต้องการปล่อยตัว นั่นทำให้เราต้องเซ็นสัญญากับผู้เล่นคนอื่น”

คำพูดจากฝากฝั่ง เซเรโซ่ ชัดเจนแล้วว่าอนาคตของ คอสต้า จะไม่มีแอต.มาดริด รออยู่ เช่นเดียวกับยักษ์ใหญ่ลา ลีกา ที่จะไม่มีหัวหอกทีมชาติสเปน ในแผนการทำทีมแห่งอนาคต เป็นการปิดฉากเรื่องราวของคนรักกันแบบงอนๆ แต่ก็น่ารักไปอีกแบบ…

ทีมเงินหนาน่าเล่นใน Football Manager 2017

ปัญหาใหญ่มากสำหรับคนเล่นเกม Football Manager

 แทบทุกภาคคือบอร์ดบริหารไม่ค่อยยอมทุ่มงบประมาณในการทำทีมสักเท่าไหร่ในตอนแรก ทำให้ไม่มีเงินไปซื้อตัวนักเตะที่อยากได้มาสร้างทีม แต่ปัญหานี้จะหมดไปถ้าได้มาอ่านเรื่องนี้้ เพราะเราได้รวบรวมรายชื่อทีมเงินหนาบนเกาะอังกฤษ ที่ให้เงินทำทีมซีซั่นแรกในเกม Football Manager 2017 มาให้ลองไปเล่นกันดู

ในพรีเมียร์ลีกคงต้องยกให้ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ที่ได้งบทำทีมมามโหฬารมากด้วยจำนวนเงิน 50 ล้านปอนด์ พร้อมเพดานค่าเหนื่อยที่ 1.87 ล้านปอนด์ รองลงมาคือ เอฟเวอร์ตัน ที่ได้เงินมากถึง 45 ล้านปอนด์และได้งบค่าเหนื่อย 1.56 ล้านปอนด์

รองลงมาคือ เชลซี ที่มีเงินให้ช้อปปิ้งนักเตะที่ 40 ล้านปอนด์และมีเพดานเงินค่าเหนื่อยที่ 2.98 ล้านปอนด์ ความจริงลิเวอร์พูลก็ได้งบซื้อนักเตะที่ 40 ล้านปอนด์เท่ากับสิงโตน้ำเงินคราม เพียงแต่ว่าได้งบค่าเหนื่อยน้อยกว่าที่ 2.78 ล้านปอนด์

ส่วน อาร์เซนอล มีงบทำทีมให้ 39.4 ล้านปอนด์ พร้อมเพดานค่าเหนื่อยที่สูงถึง 3 ล้านปอนด์ ต่อด้วย แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ได้งบทำทีมอยู่ที่ 31.3 ล้านปอนด์ พร้อมเพดานค่าเหนื่อยที่ 4 ล้านปอนด์ ซึ่งสูงที่สุดในแดนดิน รองลงมาคือ

เซาธ์แฮมตัน ที่ได้เงินมากถึง 31 ล้านปอนด์และงบค่าเหนื่อย 1.49 ล้านปอนด์ ส่วนเศรษฐีอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้มาเพียง 28.9 ล้านปอนด์และงบค่าเหนื่อย 3.65 ล้านปอนด์

แต่ถ้าชอบเล่นลีกรองอย่าง แชมเปี้ยนชิพ ขอแนะนำ นอร์วิช ที่ได้งบทำทีมมากถึง 10 ล้านปอนด์และงบค่าเหนื่อยที่ 8.28 แสนปอนด์ เทียบกับทีมในพรีเมียร์ลีกอาจดูน้อย แต่ถ้าวัดจากทีมลีกเดียวกันก็ถือว่ารวยสุดในตลาดซื้อขายนักเตะแล้ว รองลงมาคือ บริสตอล ซิตี้ ที่ได้งบทำทีม 5.5 ล้านปอนด์และงบค่าเหนื่อยที่ 2.22 แสนปอนด์ ส่วน นิวคาสเซิล ได้เงินทำทีม 5 ล้านปอนด์พร้อมงบค่าเหนื่อย 1.14 ล้านปอนด์ เป็นจำนวนเพดานค่าเหนื่อยที่สูงสุดของลีกแชมเปี้ยนชิพ ตามมาด้วย ไบร์ตัน ที่ได้เงินทำทีมมา 4.5 ล้านปอนด์และงบค่าเหนื่อย 3.75 แสนปอนด์ ต่อมาคือ ดาร์บี้ ที่ได้งบทำทีม 4 ล้านปอนด์พร้อมงบค่าเหนื่อย 5.30 แสนปอนด์

แต่ถ้าเน้นเงินสร้างทีมเราไม่แนะนำ แอสตัน วิลล่า ที่มีเงินทำทีม 0 ปอนด์เท่านั้นเอง ถึงอย่างนั้นพวกเขาได้เพดานค่าเหนื่อยอยู่ที่ 9.52 แสนปอนด์ ซึ่งเยอะเป็นอันดับ 2 ของลีก ดังนั้นถ้าเจอนักเตะถูกๆ ฟรีๆ ก็ยังพอโยกเงินค่าเหนื่อยมาซื้อตัวนักเตะเพิ่มได้ประมาณนึง

ส่วนลีกต่ำกว่านี้ถ้าชอบแก้ปัญหาด้วยเงิน เราไม่แนะนำให้เล่นด้วยประการทั้งปวง…